“มารีน” : ทีมมวลชนแห่งเมืองลิเวอร์พูล ที่ สเปอร์ส ปลุกพวกเขาจากฝัน

สเปอร์ส บุกถล่ม มารีน ทีมระดับดิวิชั่น 8 ถึง 5-0 ใน เอฟเอ คัพ รอบ 3 คงไม่ได้สำคัญอะไรนักสำหรับใครหลายคน เพราะมันไม่ใช่ผลการแข่งขันที่พลิกล็อกแบบแจ็คผู้ฆ่ายักษ์

อย่างไรก็ตาม บนความพ่ายแพ้ที่สู้ไม่ได้ มารีน มีเบื้องหลังและความเป็นอยู่ของสโมสรที่เคียงคู่กับท้องถิ่นอย่างน่าประทับใจ 

ทีมเล็กๆ ติดริมแม่น้ำที่มีอายุกว่า 100 ปีทีมนี้มีวิธีการสร้างทีมอย่างไร? ทำไมพวกเขาไม่ได้เลื่อนชั้นเป็นลีกอาชีพสักที? ติดตามได้ที่นี่

ทะเยอทะยานในแบบของ มารีน 

ประวัติศาสตร์ที่ไม่ธรรมดาของสโมสร มารีน เกิดขึ้นมานานนมแล้ว แม้หลายคนจะเพิ่งได้ยินชื่อของพวกเขาครั้งแรกในปี 2020 หลังจากผ่านเข้ารอบ 3 หรือ 64 ทีมสุดท้ายในศึกเอฟเอ คัพ และจับฉลากเจอกับทีมแถวหน้าของพรีเมียร์ลีกอย่าง ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ ทว่าแท้ที่จริงแล้ว มารีน ก่อตั้งสโมสรมาตั้งแต่ปี 1894 แล้ว ปัจจุบันพวกเขามีอายุมากกว่า 100 ปี.. 

1

บางสโมสรเกิดขึ้นและมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลมองไปที่ความยิ่งใหญ่ แต่ มารีน นั้นค่อนข้างจะแตกต่างไปสักหน่อย เพราะทีมๆนี้ถูกก่อตั้งโดยกลุ่มอดีตกลุ่มนักเรียนในมหาวิทยาลัยและนักธุรกิจท้องถิ่น โดยชื่อ มารีน นั้นได้แรงบันดาลใจมาชื่อชื่อโรงแรมแห่งหนึ่งบริเวณย่านแม่น้ำเมอร์ซี่ย์   

แนวคิดของ มารีน เหมือนกับหลากหลายสโมสรเล็กๆในอังกฤษ พวกเขาไม่ใช่ไม่มีความทะเยอทะยาน แต่พวกเขาก่อตั้งทีมนี้ขึ้นมาเพื่อให้เป็นพื้นที่ของชุมชน นี่คือสโมสรที่อยู่ท่ามกลางทีมใหญ่อย่าง ลิเวอร์พูล และ เอฟเวอร์ตัน รวมถึงทีมระดับรองลงมาอย่าง ทรานเมียร์ โรเวอร์ส ดังนั้น ตลอดช่วงเวลากว่า 100 ปีที่ผ่านมา มารีน ประกาศตัวตนอย่างชัดเจนว่า พวกเขาขอเป็นทีมโปรดทีมที่ 2 ของแฟนบอลในเมืองนี้

“มารีน ก่อตั้งมานาน เรามีโครงสร้างสโมสรชัดเจน โดยถือสมาชิกผู้ถือหุ้นของทีมเป็นใหญ่ ซึ่งผู้ถือหุ้นนั้นและสมาชิกก็คือแฟนบอลของทีมนั่นเอง” พอล เลียรี่ หนึ่งในผู้บริหารของทีม มารีน เริ่มพูดถึงสโมสรของพวกเขา 

“พวกเราทุกคนพร้อมสละทุกอย่างเพื่อสโมสรนี้ อยู่เป็นเพื่อนชุมชน ธรรมชาติ และเป็นมิตรกับทุกครัวเรือนที่นี่” 

2

ระบบสมาชิกของ มารีน จะมีการเปิดให้ลงทะเบียนปีละครั้งก่อนฤดูกาลเริ่มขึ้น ผ่านการซื้อตั๋วปีของสโมสร ใครที่ซื้อตัวปีราคา 150 ปอนด์ เขาคนนั้นจะได้รับสิทธิ์ในการลงคะแนนตัดสินแนวทางต่างๆในการประชุมของสโมสร  

ขณะที่ตั๋วต่อเกมจะขาย 2 ราคา คือตั๋วสำหรับผู้ใหญ่ราคา 10 ปอนด์ ขณะที่ตั๋วเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จะมีราคา 5 ปอนด์ ขณะที่เด็กอายุต่ำกว่า 11 ปี หรือแฟนวัยชรา สามารถเข้าชมฟรีโดยไม่ต้องเสียเงิน

นอกจากนี้ พวกเขายังเปิดต้อนรับแฟนทีมอื่นๆในเมืองลิเวอร์พูลด้วย เพราะแฟนบอลคนไหนที่มีตั๋วปีของ ลิเวอร์พูล, เอฟเวอร์ตัน และ ทรานเมียร์ จะสามารถซื้อตั๋วเข้าชมได้ในราคาแค่ 5 ปอนด์เท่านั้น  

“เราไม่ใช่ไม่มีความทะเยอทะยานนะ แต่เราไม่เคยคิดจะใช้เงินมากมายเพื่อซื้อหรือรั้งนักเตะเอาไว้ในทีม สิ่งสำคัญจริงๆคือเราต้องการให้ครอบครัวทุกครัวเรือนได้เข้ามาที่นี่ พวกเขาสามารถเข้ามาดูได้ทั้งครอบครัวในราคาตั๋วที่สบายกระเป๋าที่สุด” เลียรี่ กล่าวทิ้งท้าย

อ้าแขนรับทุกคนที่รักฟุตบอล 

มารีน ไม่เคยมีแชมป์อะไรยิ่งใหญ่ ไร้ความสำเร็จใดๆในระดับประเทศ มีแต่ความสุขในกลุ่มชุมชนเท่านั้นที่แฟนๆของทีมสามารถจับต้องได้.. การมาดู มารีน แข่งที่สนาม มันเหมือนการมาเที่ยว ได้ใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนธุรกิจรากหญ้า มาพบปะผู้คนที่คุ้นหน้า ในวันที่ทีมรักอันดับ 1 ไม่ลงแข่ง

3

นีล เฟลตัน แฟนบอลชาวเมืองลิเวอร์พูล อดีตแฟนบอลพันธุ์แท้ของ ลิเวอร์พูล ที่กลายเป็นแฟนของ มารีน แบบเชียร์เป็นทีมหลัก ณ ปัจจุบัน เล่าว่าเขาค้นพบสัจธรรมบางอย่าง.. ลิเวอร์พูล ยิ่งใหญ่ก็จริง แต่มันแมสเกินไป และความแมสนั้นเอง ที่ทำให้เขาเข้าถึงแก่นแท้ของสโมสรยากขึ้นเรื่อยๆ  

เฟลตัน เล่าว่า เขาเบื่อกับการต่อคิวซื้อตั๋วเข้าชมลิเวอร์พูลที่มีราคา 140-180 ปอนด์ (ราว 6-7 พันบาท) เพราะบ้านเขามีลูกหลายคน และต้องพาลูกไปดูที่สนาม ทำให้เสียเงินมากเกินไป และยิ่งกว่าการซื้อตั๋วคือการต่อคิว ที่บางครั้งต่อรอแถวเป็นชั่วโมงๆเลยก็มี 

“ผมจำได้ดี วันนั้นผมพาเด็กๆไปดูเกมระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ โอลด์แฮม ในปี 2014 เราไปถึงแอนฟิลด์ และต้องต่อคิวนานเป็นชั่วโมง พอถึงคิวของผมซื้อพวกเขากลับบอกว่าตั๋วเด็กหมดแล้ว มีแต่ตั๋วของผู้ใหญ่ ตอนนั้นผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางของผมแล้ว” เฟลตัน เริ่มเล่าก่อนที่เขาจะหาทีมใกล้บ้านอย่าง มารีน เป็นทีมเชียร์และไปชมเกมในทุกๆนัดที่เล่นเกมเหย้า

4

“อย่างน้อยก็มีเงินเหลือเยอะเลยสำหรับการซื้อตั๋วเข้าชม ผมเข้าใจและรู้จักหลายครอบครัวที่ไปชมเกมที่แอนฟิลด์มาหลายสิบปี แต่ตอนนี้พวกเขาเริ่มจะมีปัญหา ไม่สามารถเลี้ยงดูลูกๆของเขาในฐานะแฟนบอลลิเวอร์พูลได้ เราหมดสิทธิ์เข้าไปดูในสนาม และต้องใช้เวลาสุดสัปดาห์เพื่อชมเกมผ่านแค่หน้าจอโทรทัศน์.. นั่นค่อนข้างน่าเศร้าเลยล่ะ” เฟลตัน ว่าต่อ

“ผมเคารพมุมมองของทุกคนนะ แต่สำหรับผมที่โตมากับแสงไฟในแอนฟิลด์ ผมรู้สึกว่านานวันเข้า พวกเขาก็ยิ่งบีบแฟนบอลท้องถิ่นให้ถอยห่างออกไปเรื่อยๆ แต่ที่ มารีน มันเป็นอะไรที่แตกต่าง สโมสรนี้ให้ใจกับแฟนมาก พวกเขาดำเนินการโดยถือแฟนบอลเป็นอันดับ 1 พวกเขาอยากให้ทุกคนได้เข้ามาดูเกมในสนาม ซึ่งนอกเหนือจากความสนุกแล้ว สิ่งที่ได้คือประสบการณ์ทางสังคมอันล้ำค่า” 

“ทุกวันนี้การอยู่รอดในดิวิชั่นของ มารีน สำหรับผมถือว่าประทับใจยิ่งกว่าค่ำคืนที่ อิสตันบูล ในปี 2005 เสียอีก” เฟลตัน กล่าวกับ The Guardian 

5

เรื่องที่ เฟลตัน พูดถึงดูจะเข้าเค้า.. สโมสร มารีน มีแฟนบอลขาประจำมากพอสมควร ไม่ว่าแฟนบอลเหล่านั้นจะชื่นชอบพวกเขาในฐานะทีมหลักหรือทีมรองก็ตาม ความจุของสนามเหย้าของพวกเขาจุได้ราว 400-500 คน และมีแฟนที่เข้าชมเกมเหย้าเต็มความจุประจำ นั่นต้องถือว่าไม่น้อยเลยสำหรับทีมที่เล่นในดิวิชั่น 8 ของประเทศ 

ในความบ้านๆ และมีความผูกพันในชุมชน ทำให้มีเรื่องน่ารักๆเกิดขึ้นมากมายใน มารีน ทีมนี้ อาทิ สนามฝั่งหลังโกลที่ติดกับบ้านคนนั้น จะมีการติดป้ายบ้านเลขที่เอาไว้เพื่อให้ทีมงานของสโมสรรู้ว่า ถ้าบอลข้ามรั้วไปจะต้องไปตามบอลคืนกับบ้านเลขที่ไหน, กลุ่มวัยรุ่นที่มีความหัวขบถ ชอบหาทำอะไรที่แตกต่าง เข้ามาสร้างอาณาจักรของพวกเขาเองในสนามของ มารีน บ้างก็เข้ามาแอบกินเบียร์หรือสูบบุหรี่ ตามฉบับวัยรุ่นวัยลอง นอกจากนี้ หลังจากเกมจบลงแต่ละนัด หาก มารีน เป็นฝ่ายคว้าชัยชนะ นักเตะคนที่เล่นดีที่สุดจะได้รับเบียร์เป็นของขวัญจากแฟนๆ ซึ่งที่สุดแล้วหลังจบเกม แฟนบอลของ มารีน ก็จะมานั่งดื่มกินกับนักเตะของทีม ที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มแข้งกึ่งอาชีพในบาร์ประจำท้องถิ่นนั่นแหละ 

6

นี่คือความบ้านๆที่ทำให้แฟนบอลทั้งขาจรและขาประจำรู้สึกว่า มารีน เป็นทีมที่เข้าถึงง่าย และความบ้านๆนี้เองก็ทำให้หลายคนเปลี่ยนใจมาเป็นแฟนพันธุ์แท้ เลือกที่จะดู มารีน ที่สนาม มากกว่าดูถ่ายทอดสดในพรีเมียร์ลีกผ่านโทรทัศน์เสียอีก

ปีที่ทุกคนรู้จัก มารีน 

ทีมระดับรากหญ้าหรือต่ำกว่าดิวิชั่น 4 ที่เป็นลีกอาชีพ อย่าง มารีน นั้น จะต้องเล่นเกมรอบคัดเลือกหลายรอบมาก กว่าที่จะเข้ามาถึงรอบที่มีโอกาสเจอกับทีมใหญ่ๆในลีกอาชีพได้ ซึ่งกว่าจะได้มาเจอกับ สเปอร์ส ในเกมรอบ 3 นั้น มารีน ต้องเล่นถึง 7 นัด ตั้งแต่รอบคัดเลือกขั้นต้น (Preliminary Round) คิดเป็นรอบคัดเลือก 5 นัด และรอบเมนดรอว์อีก 2 นัด

เกมระหว่าง มารีน กับ สเปอร์ส นั้นถือเป็นเกมที่มีระยะห่างระหว่างอันดับถึง 167 อันดับ มากที่สุดในประวัติศาสตร์ 150 ปีของรายการเอฟเอ คัพ เลยทีเดียว

7

“เราวางแผนทุกเกมอย่างเต็มที่ กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ เราต้องชนะคู่แข่งต่างๆมากมายถึง 7 เกม นัดต่อไปเราจะได้เห็น โชเซ่ มูรินโญ่ เข้ามาใช้ห้องแต่งตัวของ มารีน”  

ต้นปี 2020 ที่ผ่านมา มารีน ได้รับเงิน 83,000 ปอนด์ จากกองทุนปรับปรุงสนามฟุตบอล ซึ่งพวกเขาก็ลงมติกันว่า เงินที่ได้จะเอามาสร้างออฟฟิศสำนักงานของทีม ที่ปกติแล้วพวกเขาจะนัดคุยกันตามบาร์มากกว่า รวมถึงการเปิดร้านสแน็คบาร์ ขายกับแกล้ม ขายเบียร์ให้กับแฟนๆที่เข้ามาชมเกม 

เหมือนกับเป็นการสร้างที่คุ้มค่า เพราะหลังจากสร้างสำนักงานเสร็จ พวกเขาก็ได้เจอกับ สเปอร์ส และกลายเป็นข่าวหน้า 1 ทั่วประเทศอังกฤษ มารีน ทีมเล็กๆจากเมือง ลิเวอร์พูล ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางเป็นครั้งแรก 

เจมี่ คาร์ราเกอร์ อดีตนักเตะลิเวอร์พูล ที่ปัจจุบันเป็นพิธีกรของ Sky Sports อีกทั้งเป็นชาวเมอร์ซี่ย์ไซด์แต่กำเนิด เดินทางมาเยี่ยมสนามเหย้าของ มารีน ก่อนแข่ง และถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นกับสโมสรแห่งนี้ โดยในวันที่อัดรายการนั้น ประธานกองเชียร์ของทีมก็ภูมิใจเป็นอย่างมาก สำหรับออฟฟิศสำนักงานของทีมที่ได้ต้อนรับอดีตนักเตะที่มีชื่อเสียง รวมถึงทีมระดับยุโรปอย่าง สเปอร์ส 

8

คาร์ราเกอร์ มาที่นี่เพื่อช่วยเหลือ เพราะเดิมที มารีน วางแผนขายตั๋วเข้าชมเกมกับ สเปอร์ส และคาดคะเนว่าจะได้เงินราว 1 แสนปอนด์ แต่สุดท้ายทุกอย่างก็พังพินาศ เมื่อมีการประกาศล็อคดาวน์ให้ปิดสนาม ห้ามแฟนบอลเข้าชมเกม โดยอดีตดาวเตะลิเวอร์พูลมาเพื่อแก้ปัญหา ด้วยการช่วยขายตั๋วแบบเสมือนจริง หรือ Virtual Ticket ใบละ 10 ปอนด์ ที่ให้ผู้ชมซึ่งไม่สามารถเข้าชมเกมในสนามได้ สามารถรับชมเกมแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ทั้งการแข่งขันและเบื้องหลัง ทั้งแบบสดและย้อนหลัง ผ่านทางอินเตอร์เน็ตแทน 

การผลักดันของ คาร์ราเกอร์ และสื่อต่างๆ ทำให้มีแฟนบอลของ สเปอร์ส ร่วมด้วยช่วยกันซื้อ Virtual Ticket ถึง 30,000 ใน สร้างรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมากกว่า 100,000 ปอนด์ เลยทีเดียว ไม่เพียงเท่านั้น คาร์ร่า ยังให้มูลนิธิของเขา มาเป็นสปอนเซอร์ในชุดวอร์มอัพก่อนลงสนามเกมประวัติศาสตร์นี้อีกด้วย

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีปาฎิหาริย์ใดเกิดขึ้น สเปอร์ส บุกถล่ม มารีน ไป 5-0 แต่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น นอกจากเรื่องของผลการแข่งขันแล้ว นี่คือเกมประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสโมสร มารีน เลยทีเดียว 

9

“ผมเข้าใจว่าทุกคนมีความฝัน และหลายคนในทีม มารีน คงอยากจะลงสนามเพื่อไปเอาชนะเรา ซึ่งมันก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะไปคว้าชัยชนะ และปลุกพวกเขาให้ตื่นมาเจอโลกแห่งความจริง” โชเซ่ มูรินโญ่ กล่าวแสดงความเป็นมืออาชีพก่อนเกมจะเริ่มขึ้น และเขาก็ให้ลูกทีมจัดหนักใส่ มารีน จริงๆตามคำขู่ 

ณ ตอนนี้นักเตะและแฟนบอลของ มารีน ไม่มีใครสนอีกต่อไป พวกเขารู้ดีว่าการได้มีความสุขกับทีมเล็กๆในช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่นั้น มันทำให้รู้สึกว่าเกมฟุตบอลมันมีความหมายกับพวกเขาขนาดไหน ต่อให้ต้องตื่นจากความฝัน มาเจอโลกความจริงอย่างที่ มูรินโญ่ บอก พวกเขาเหล่านั้นก็ยินดีรับมันอย่างเต็มใจ 

10

11

“มันเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับพวกเราทุกคน ตลอดชีวิตเราก็ดูฟุตบอลผ่านการถ่ายทอดสดเหมือนกับแฟนบอลทั่วไปนั่นแหละ บางครั้งเราก็เผลอคิดว่า จะเป็นยังไงได้ถ้าได้ไปแข่งกับนักเตะพวกนั้น? ตอนนี้เราสู้มาจนถึงจุดนี้ได้ ไม่ว่าผลจะเป็นยังไง พวกเราจะเก็บทุกวินาทีนี้ไว้ในความทรงจำอย่างแน่นอน” ไนออล คัมมินส์ กองหน้าของ มารีน ที่มีอาชีพหลักเป็นคุณครูในโรงเรียนมัธยม กล่าวอย่างมีความหมาย 

เกมที่แข่งขันในเวลา 17:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ของวันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม ดำเนินไป ภาพของการถ่ายทอดสดแสดงให้เห็นถึงแฟนบอลของ มารีน ที่รั้วบ้านติดกับขอบสนามของสโมสร พวกเขายกไวน์ขึ้นมาดื่ม เกาะหน้าต่างติดตามเกมแบบริงไซด์ ไม่ต่างกับการเข้าไปชมในอัฒจันทร์ ได้ยินเสียงนักเตะระดับโลกหลายคนตะโกนและลงเล่นกับตา ได้เห็น โชเซ่ มูรินโญ่, แกเร็ธ เบล และ แฮร์รี่ เคน ที่เคยเห็นแต่ในโทรทัศน์.. นี่คือสุดยอดบรรยากาศที่เพอร์เฟกต์ที่สุดเท่าที่แฟนบอล มารีน จะหาได้แล้ว 

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1198941/
ขอขอบคุณ : https://www.sanook.com/sport/1198941/