แก้ตัวในชปล.!ไลป์ซิกด่านแรก ถ้วยนี้ที่ลิเวอร์พูลต้องเน้น

แก้ตัวในชปล.!ไลป์ซิกด่านแรก ถ้วยนี้ที่ลิเวอร์พูลต้องเน้น

ลิเวอร์พูล ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายของศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2020/21 ได้แบบไม่ยากเย็น

    3 เกมแรกในรอบแบ่งกลุ่ม เก็บได้ 9 คะแนนเต็ม คว้าชัยเหนือ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม, มิดทิลแลนด์ และ อตาลันต้า ส่วน 3 เกมสุดท้าย พวกเขามีพ่ายต่อทีมดังจาก อิตาลี  เอาชนะ ยอดทีมจาก ฮอลแลนด์ และปิดท้ายด้วยการบุกไปเสมอกับแชมป์ลีกจาก เดนมาร์ก

    “หงส์แดง” จบรอบแบ่งกลุ่มด้วยการคว้าแชมป์กลุ่ม และผลการจับสลากรอบน็อกเอาท์คือการเจอกับ แอร์เบ ไลป์ซิก ตัวแทนจาก บุนเดสลีกา เยอรมนี

    ไลป์ซิก คว้าตั๋วรอบน็อกเอาท์แบบหืดจับโดยต้องมาตัดสินเกมสุดท้ายกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งโจทย์เดียวคือต้องคว้าชัยให้ได้เท่านั้น เสมอหรือแพ้ ก็จะตกรอบทันที

    อย่างไรก็ตาม แม้ ไลป์ซิก ชิงออกนำ แมนฯ ยูไนเต็ด ไปก่อนถึง 3-0 แต่มาเสียสมาธิช่วงท้าย โดน “ปีศาจแดง” ทวงประตูคืนมาได้ 2 ลูก และสุดท้ายพวกเขาก็เอาตัวรอดได้สำเร็จ เข้าป้ายด้วยการจบอันดับสองของกลุ่มเอช

    ความน่าสนใจของคู่นี้ที่นอกเหนือจากการเจอพบกันเป็นครั้งแรกแล้วคือการที่ทั้งสองทีมมีคนเยอรมันทำหน้าที่เป็นกุนซือ ลิเวอร์พูล มี เจอร์เก้น คล็อปป์ ส่วน ไลป์ซิก มี ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ ที่ได้รับการยกย่องว่ามีฝีไม้ลายมือคล้ายๆ กับ คล็อปป์ ในช่วงที่ขึ้นมาคุมทีมแรกๆ

    นาสเกลส์มันน์ สร้างชื่อกับตำแหน่งเทรนเนอร์ของ ฮอฟเฟ่นไฮม์ โดยทำสถิติเป็นเทรนเนอร์ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ศึกบุนเดสลีก้า ในวัยแค่ 28 ปี

    ถึงอายุอานามจะน้อยนิด แต่มันสมองและผลงานของ นาเกลส์มันน์ อยู่ในขั้นยอดเยี่ยม เขาเคยพา “หมู่บ้านแห่งความหวัง” ผ่านเข้าเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งแรกของสโมสร หลังจากพาทีมจบอันดับ 4 ซึ่งครั้งนั้นเขาก็มาแพ้ต่อ ลิเวอร์พูล ในรอบเพลย์ออฟทั้งไป-กลับ รวมสองนัดประตูรวม 6-3

    จะว่าเป็นความบังเอิญ หรือว่ามีใครลิขิตไว้ เพราะหลังจากการเสียชีวิตของ เชราร์ อุลลิเย่ร์ ได้ไม่นาน ทั้งสองทีมก็ถูกจับสลากมาเจอกัน

    ถามว่าเพราะอะไรถึงได้กล่าวถึง อุลลิเย่ร์ ผู้ล่วงลับ ก็เพราะสองทีมนี้ต่างเป็นทีมที่เขาเคยทำงาน และมีความผูกพัน

    อย่างที่เราทราบดีว่า อุลลิเย่ร์ เคยรับหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมของ ลิเวอร์พูล ระหว่างปี 1998-2004 เป็นผู้ก่อร่างสร้าง “หงส์แดง” เข้าสู่ยุคใหม่ พาทีมคว้าแชมป์มาครองได้หลายรายการ โดยเฉพาะปี 2001 ที่คว้าแชมป์บอลถ้วย 3 รายการ ได้แก่ ยูฟ่า คัพ, ลีก คัพ และ เอฟเอ คัพ

    ส่วน ไลป์ซิก คือทีมที่ อุลลิเย่ร์ รับหน้าที่เป็นหัวหน้าแมวมอง หรือที่เรียกว่า Head of Global football ซึ่งเขารับหน้าที่นี้ให้กับ Red Bull รับผิดชอบทั้ง ไลป์ซิก, เร้ด บูลล์ ซัวซ์บวร์ก ในลีก ออสเตรีย และ นิวยอร์ค เร้ดบูลล์ ใน เมเจอร์ ลีก สหรัฐอเมริกา

    หลังทราบผลการจับสลาก คล็อปป์ เผยว่าการเจอกับ ไลป์ซิก เป็นงานที่ยากพอตัว ซึ่งก่อนพิธีจับติ้วเขาก็คิดแล้วว่าจะต้องได้เจอทีมจากประเทศบ้านเกิดไม่ทีมใดก็ทีมหนึ่ง “เป็นงานที่ยากเอาการเลยล่ะ ผมแน่ใจว่าเราจะได้เจอกับหนึ่งในทีมที่มาจากเยอรมนี ไม่ กลัดบัค ก็ ไลป์ซิก ซึ่งพวกเขาก็แข็งแกร่งทั้งคู่ 

    “ไลป์ซิก ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศเมื่อปีที่แล้ว และในปีนี้ก็เล่นได้ดีอีกครั้ง การที่พวกเขาสามารถผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์ได้ทั้ง ๆ ที่อยู่ในกลุ่มที่ยากนั้น บ่งบอกทุกอย่างเกี่ยวกับพวกเขาหมดแล้ว พวกเขาโดดเด่นมาก”

    “ผมคิดว่าเป็นเพราะการที่พวกเขาได้ผ่านเข้าสู่รอบรองฯ เมื่อปีก่อน ทำให้คนในอังกฤษรู้จักพวกเขามากขึ้น แต่โดยทั่วไปแล้วมันจะเป็นแบบว่า -ลิเวอร์พูล คือทีมเต็ง แต่ที่จริงมันจะเป็นงานที่ยาก”

    ขณะเดียวกัน บอสฝั่งเราก็พูดถึงเทรนเนอร์คู่แข่งว่าเป็นคนที่เขาให้การยกย่องเป็นอย่างมาก “เขาโค้ชทีมบุนเดสลีกา ในเยอรมนี ตอนที่เขาอายุ 28 ปี ซึ่งเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมาก ผมชอบสิ่งที่เขากำลังทำ ผมชอบสิ่งที่เขากำลังทำมากๆ ผมให้ความเคารพกับงานของเขามากๆ การอยู่ในวัยนี้ ตอนที่ผมอายุเท่าเขาผมเพิ่งเริ่มเรียนการโค้ช แต่เขาทำมาแล้ว 5-6 ปี ซึ่งยอดเยี่ยมเป็นพิเศษ ขณะที่อายุยังน้อย”

    ทางด้านฝั่ง ไลป์ซิก มาร์คุส โครเช ผู้อำนวยการกีฬาของทีม ยอมรับว่าเป็นงานที่หนักเช่นกัน แต่มั่นใจว่าจะโค่น ลิเวอร์พูล ได้ เพราะฤดูกาลก่อนพวกเขาแสดงให้เห็นมาแล้ว ที่สามารถทะลุเข้าถึงรอบรองชนะเลิศด้วยการเอาชนะ “บิ๊กทีม” อย่าง ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์,  แอต.มาดริด รวมถึงฤดูกาลนี้ที่ชนะได้ทั้ง แมนฯยูไนเต็ด และ ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง มาแล้ว

    จอร์แดน มาซีล นักข่าวจาก ยูฟ่า ที่ตามรายงานข่าวเกี่ยวกับ ไลป์ซิก กล่าวถึงยอดทีมกระทิงแดงไว้ว่า ไลป์ซิก แพ้อย่างเลวร้ายในเกมที่ แมนเชสเตอร์ กับ ปารีส จนทำให้พวกเขาเสี่ยงที่จะตกรอบ แต่พวกเขากุมสถานการณ์การเข้ารอบเอาไว้ในมือตัวเองได้อยู่เสมอ 

    สิ่งที่เป็นเหมือนรากฐานที่ทำให้พวกเขาผ่านเข้ารอบคือการชนะ บาซัคเซเฮียร์ ได้ทั้ง 2 เกม โดยมันเป็นเกมที่ยากทั้ง 2 นัด ที่จริงในเกมที่ อิสตันบูล พวกเขามาได้ประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บด้วยซ้ำ แต่เกมที่เปิดบ้านชนะ ปารีส กับ ยูไนเต็ด คือสิ่งที่สร้างความแตกต่างได้ โดยเฉพาะในเกมกับ ยูไนเต็ด ที่พวกเขาเล่นได้อย่างห้าวหาญและทุ่มหมดหน้าตักจนผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้

    ขณะที่ แม็ทธิว ฮาววาร์ธ นักข่าวของ ยูฟ่า เช่นกันที่รายงานข่าวเกี่ยวกับ “หงส์แดง” ว่าแม้ว่าแข้งตัวหลักของ ลิเวอร์พูล จะได้รับบาดเจ็บหลายคน แต่พวกเขาก็ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้แบบไม่เหนื่อยมากนัก 

    ลิเวอร์พูล เกมรับได้ดีแม้ว่าจะขาด เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ไปก็ตาม ขณะที่ ดีโอโก้ โชต้า ก็เข้ากับเกมรุกได้อย่างลงตัว ทีมของ คล็อปป์ มีขุมกำลังดีพอที่จะไปถึงรอบลึกๆ ของรายการนี้ได้อีกครั้ง

    Opta สื่อนักเก็บสถิติชื่อดัง แสดงข้อมูลที่รวบรวมไว้ให้เห็นว่า ลิเวอร์พูล มีสถิติที่ยอดเยี่ยมยามเจอกับทีมจาก เยอรมรี ในถ้วย แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยผลงาน 10 เกมหลังสุดของ “หงส์แดง” พวกเขาไม่เคยแพ้ให้กับทีมจากบุนเดสลีกา เลยแม้แต่นัดเดียว โดยชนะไปถึง 7 และเสมอ 3 นัด 

    ส่วนการพ่ายแพ้ให้กับทีมจากเยอรมนี ครั้งสุดท้ายต้องย้อนไปเมื่อเดือนเมษายน ปี 2002 โดยครั้งนั้นพวกเขาแพ้ให้กับ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ไป 2-4

    สังเวียนนัดชิงชนะเลิศในปีนี้มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ อตาเติร์ก สเตเดี้ยม แห่งนครอิสตันบูล ตุรกี ซึ่งความจริงแล้วสนามแห่งนี้ต้องถูกใช้เป็นนัดชิงดำตั้งแต่ปีก่อน แต่เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโคโรน่าไวรัสทำให้รอบน็อกเอาท์ลงเล่นแบบทัวร์นาเมนต์ที่สนามกลาง โดยสหพันธ์ฟุตบอลแห่งยุโรป หรือยูฟ่า ยังคงให้ อตาเติร์ก เป็นสนามแข่งขันนัดชิงชนะเลิศในปีนี้

    อตาเติร์ก คือสนามแห่งความทรงจำของ ลิเวอร์พูล หลายคนยังไม่ลืมบรรยากาศและความรู้สึกครั้งล่าสุดที่ทีมเคยเข้าชิงฯ รายการนี้ที่นี่ได้

    ย้อนไปเมื่อปี 2005 สมัยที่ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ถ้วยนี้สมัยที่ 5 พวกเขาเอาชนะ เอซี มิลาน ในช่วงการดวลจุดโทษ หลังเสมอกันในเวลาปกติ 3-3 

    เส้นทางในปีนั้น ลิเวอร์พูล ก็เจอกับทีมจาก บุนเดสลีกา เช่นกันในรอบ 16 ทีมสุดท้าย และเอาชนะ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมด้วยสกอร์รวม 6-2 และรอบก่อนรองชนะเลิศก็ปราบ ยูเวนตุส ตัวแทนจาก เซเรียอา ด้วยสกอร์รวม 2-1 ส่วนรอบรองชนะเลิศ หนึ่งประตูของ หลุยส์ การ์เซีย พาให้ “หงส์แดง” เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ

    มีภาพยนต์เรื่องหนึ่งที่เล่าเรื่องเส้นทางสู่ อิสตันบูล ของ ลิเวอร์พูล ได้แบบน่าประทับใจที่สุด หนังเรื่องนั้นมีชื่อว่า Will ชื่อภาษาไทยคือ เจ้าหนูหัวใจหงส์แดง เข้าฉายเมื่อตอนปี 2011

    เนื้อหาของเรื่องเป็นเรื่องราวของ เดอะ ค็อป ตัวน้อยที่ออกตามหาพ่อของตัวเอง โดยมีจุดหมายปลายทางคือ อิสตันบูล 

    บรรยากาศท้องเรื่องทำให้เราเห็นถึงรถแห่ที่ขนแฟนๆลิเวอร์พูลไปตามถนนตลอดเส้นทาง ช่วงพักข้างทางที่เป็นเหมือนจุดรวมตัวของ เดอะ ค็อป ที่กำลังจะเดินทางตามไปเชียร์ที่รักถึง อตาเติร์ก 

    แนะนำว่าใครที่ยังไม่ได้ดู ต้องรีบหามาชมแล้วล่ะครับ รับรองไม่ผิดหวัง

    สำหรับ คิววันเตะของทั้งสองเลกระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ ไลป์ซิก จะมีขึ้นนัดแรกในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ และนัดสองในวันที่ 10 มีนาคม ซึ่งเกมนัดแรกจะเป็น ไลป์ซิก ที่เป็นฝ่ายได้เล่นเกมในบ้านก่อน

    ส่วนรอบ 8 ทีมสุดท้าย จะมีการจับสลากอีกครั้งในวันที่ 19 มีนาคม โดยจะทำการจับล่วงหน้ารอบตัดเชือกไปด้วยเลยในตัว ซึ่งโปรแกรมนัดแรกจะเกิดขึ้นช่วงระหว่างวันที่ 6-7 เมษายน และนัดแรกช่วงระหว่างวันที่ 13-14 เมษายน 

    ข้ามไปที่รอบรองชนะเลิศ โปรแกรมมีขึ้นระหว่างวันที่ 27-28 เมษายน และเลกสองวันที่ 4-5 พฤษภาคม ส่วนนัดชิงชนะเลิศจะเกิดขึ้นในวันที่ 29 พฤษภาคม ซึ่งก็หวังว่า ลิเวอร์พูล จะก้าวไปสู่สังเวียนชิงดำนี้ได้อีกครั้ง

   เจอร์เก้น คล็อปป์ : เคยพา ดอร์ทมุนด์ ได้แชมป์ บุนเดสลีกา 2 ฤดูกาลติดต่อกัน และพาทีมเข้าถึงรอบชิงชนะเลิษในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ ก่อนจะนำ ลิเวอร์พูล เป็นแชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 ในปี 2019 และหลังจากนั้นเขาก็ทำให้ทีมประสบความสำเร็จมากขึ้นอีกจากการได้แชมป์ลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกในปี 1990

    ยูเลี่ยน นาเกิลส์มันน์ : ได้รับการยกย่องว่าเก่งเกินวัยทั้งที่เพิ่งมีอายุแค่ 33 ปี และมีความฉลาดหลักแหลมหลักแหลม ส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาได้รับคำชมแบบนั้นเป็นเพราะสามารถพา ไลป์ซิก ไปถึงรอบรองชนะเลิศของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ตั้งแต่ฤดูกาล 2019-20 ซึ่งเป็นซีซั่นแรกของเขากับทีม มันทำให้เขาได้รับการโหวตให้เป็นอันดับ 3 ในการมอบรางวัลกุนซือชายยอดเยี่ยมแห่งปีของ ยูฟ่า

อีกหนึ่งช่องทางในการติดตามข่าวสาร
Add friend ที่ @Siamsport
เพิ่มเพื่อน

Getty Images

[ ไม่อนุญาตให้คัดลอกรูปภาพหรือนำไปเผยแพร่รูปภาพต่อไม่ว่าวิธีใดๆ ถ้าฝ่าฝืนมีความผิดตามกฎหมายที่ระบุไว้สูงสุด ]

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.siamsport.co.th/football/champions-league/view/225745
ขอขอบคุณ : https://www.siamsport.co.th/football/champions-league/view/225745