“มาริวัลโด ดา ซิลวา” : แฟนบอลชาวบราซิลที่เดินเท้าไป-กลับ 120 กิโลเมตร 4 ปีเพื่อเชียร์ทีมรัก

เมื่อชีวิตมาถึงทางตัน วันที่คุณคิดไม่ออกว่าจะหาทางออกให้ปัญหาที่เจอแบบไหน เมื่อนั้นจงตั้งสติให้ดี และสุดท้ายหากหาทางออกไม่เจอ ก็ให้เดินกลับไปทางเดิมที่คุณเข้ามา..

นี่คือเรื่องราวของ มาริวัลโด ดา ซิลวา ชายวัย 47 ปี ที่ตกงานอาศัยอยู่ในบ้านกับแม่ และอยู่ได้ด้วยเบี้ยเลี้ยงคนชราของบุพการี … มองภายนอกเขาอาจจะมีชีวิตที่ไม่เอาไหน ไม่มีหลักมีแหล่ง ไม่เป็นโล้เป็นพาย 

ทว่าเขาทนให้ตัวเองถูกจองจำกับคำนินทาเหล่านั้นได้ไม่นาน กับการเลือกจะแก้ไขและตอบสนองมัน ด้วยการเดินทางไปหาสิ่งที่รักและผูกพันมากที่สุด นั่นคือ ฟุตบอล

ติดตามเรื่องราวของชายที่ได้รับรางวัล แฟนบอลยอดเยี่ยมประจำปี 2020 จากผลโหวตของ FIFA ได้ที่นี่

ประเทศที่ฟุตบอลเป็นศาสนา 

สำหรับแฟนฟุตบอลส่วนใหญ่ไม่ว่าคุณจะเชียร์ทีมอะไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลงานและผลการแข่งขันของทีมในยามที่เล่นกันไม่ได้เรื่องนั้น ส่งผลต่อความรู้สึก และอารมณ์ในการติดตามไปไม่น้อย  

จากคนที่ไม่เคยพลาดเกมแม้สักวินาที เปิดหน้าจอทีวีหรือไปที่สนามแข่งก่อนเวลาเตะ อาจจะกลายเป็นคนที่ “ดูก็ได้ไม่ดูก็ได้” เพราะเหตุผลที่กล่าวไว้ข้างต้น หรืออาจจะด้วยหน้าที่การงาน และครอบครัวที่ทำให้เราตีตัวออกห่างฟุตบอลไปบ้าง ติดตามลงน้อยกว่าเดิม ปัจจัยเหล่านี้มีผลทั้งนั้น 

1

ทว่าที่บราซิล การเชียร์ฟุตบอลของคนที่นี่ดูเหมือนว่าจะแตกต่างไปอย่างสุดขั้ว พวกเขามีทรรศนะเกี่ยวกับฟุตบอลในอีกแบบ ไม่ใช่แค่การเชียร์ทีมรักเพื่อผลแพ้ชนะ แต่ฟุตบอลเป็นเหมือนกับศาสนาและหน้าที่ เมื่อใดก็ตามที่ทีมมีโปรแกรมลงแข่งขัน เมื่อนั้นพวกเขา “ต้องห้ามพลาด” โดยเด็ดขาด จนมีคำกล่าวถึงความบ้าบอลของคนบราซิลว่า… 

“ที่นี่ฟุตบอลคือศาสนา คือ การเป็นหนึ่งเดียวกันของเกมกีฬาและความศรัทธา” บทความของ Outside Write ว่าถึงบริบทของคนบราซิลกับฟุตบอลไว้เช่นนั้น 

และที่เมือง ปอมโบส (Pombos) เมืองชายฝั่งในรัฐเปร์นัมบูกู มีชายคนหนึ่งที่ชื่อ มาริวัลโด ฟรานซิสโก ดา ซิลวา เขาไม่ใช่วัยรุ่นแล้ว เขาเข้าสู่วัย 47 ปี เงินเก็บแทบไม่เหลือติดกระเป๋า เพราะพิษเศรษฐกิจ ช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดของเขาเริ่มดำเนินมาตั้งแต่ปี 2016 ที่เขาตกงานและไม่สามารถหางานใหม่ได้ โดยต้องอาศัยเงินเกษียณของแม่วัย 79 ปี เพื่อมีชีวิตรอดไปวัน ๆ …  

2

แม้บราซิลจะมีฟุตบอลเป็นเหมือนศาสนา แต่เมื่อชีวิตของคุณล้มครืนเข้าขนาดนี้ ถ้าเป็นเราคงนึกภาพไม่ออกเลยว่าจะเดินไปทางไหนต่อ จะเอาอย่างไรกับชีวิตให้รอดในวันต่อ ๆ ไปดี … ลืมเรื่องฟุตบอลไปได้เลย เพราะไม่ว่าที่ไหนในโลก การเข้าไปชมเกมฟุตบอลนั้นมีค่าใช้จ่ายมากมาย ทั้งค่ารถ, ค่ากิน ตลอดจนค่าตั๋วเข้าชม และสำหรับ มาริวัลโด้ เขาไม่มีเงินมากพอที่จะตอบโจทย์ทุกอย่างที่กล่าวมา 

วิถีชีวิตของเขาเปลี่ยนไปมากนับตั้งแต่วันนั้น เขาปล่อยตัวเองให้อยู่ในช่วงเวลาที่โศกเศร้า ตัดพ้อชีวิต แต่เมื่อนานวันเข้าก็ได้มานั่งทบทวนตัวเอง เวลาก่อนหน้านี้ในยามที่ชีวิตโศกเศร้า ฟุตบอลช่วยให้เขาลืมเรื่องพวกนั้นและมีความสุขได้ แล้วทำไมตอนนี้เขาไม่กลับไปทำแบบนั้นล่ะ ?  

เมื่อเจอปัญหาที่ไม่มีทางออก ก็ให้ไปออกที่ทางเข้า ปรัชญาตลกคาเฟ่คำนี้ดูจะเหมาะกับความคิดของ มาริวัลโด ในเวลานั้น ความกังวลเรื่องเงินทองเป็นปัญหาในการดูฟุตบอลและเชียร์ทีมรักหรือ ? เขาไม่รู้ด้วยซ้ำ แต่เขาก็คิดไปไกลถึงไหนต่อไหน ดังนั้นถ้าจะลองไปเชียร์ฟุตบอลแบบไม่มีเงินดูสักครั้งจะเป็นอย่างไร … ให้ มาริวัลโด ในวัย 47 ปี เดินทางตามหาความสุขของเด็กชาย มาริวัลโด อีกครั้ง แล้วจะได้รู้กันเสียทีว่าเขาจะออกจากความโศกเศร้าที่ตนเองจมอยู่กับมันมาเป็นปี ๆ ได้หรือไม่

คนบ้า? คนโง่?.. ก็แล้วแต่ 

นับตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ จนกระทั่งเติบโตมา ภาพจำของ มาริวัลโด เกี่ยวกับฟุตบอลนั้นมีเพียงทีมเดียวเท่านั้น นั่นคือ สปอร์ต เรซิเฟ ทีมประจำเมือง เรซิเฟ ในรัฐ เปร์นัมบูกู ทีม ๆ นี้ไม่ใช่ทีมใกล้บ้านของเขาเลย เพราะเมือง ปอมโบส นั้นอยู่ห่างจากเมือง เรซิเฟ ประมาณ 60 กิโลเมตร สมัยเด็ก ๆ ที่เขาเข้ามาชมเกมที่นี่ได้ก็เพราะว่าเกิดจากความบ้าบอลของ เมาริซิโอ พ่อของเขา 

3

ครอบครัวของเขาเป็นชนชั้นแรงงาน และชนชั้นแรงงานนั้นมักจะอินกับฟุตบอลเสมอ มีบทความที่ชื่อว่า “เหตุผลใดทำให้แฟนบอลในสนามต้องแหกปากตะโกนด่า ?” ว่าด้วยเรื่องความอินนี้ว่า 

“ถ้าพูดในเชิงวิชาการ ฟุตบอลสมัยใหม่ เป็นกีฬาที่ถูกสร้างมาให้แรงงาน เพราะต้องมีเวลาว่างวันเสาร์-อาทิตย์ ไปดูบอลที่สนามได้ ถ้าคุณเป็นพนักงาน คุณทำได้ แต่ถ้าเป็นเจ้าของกิจการ หรือระดับผู้บริหาร คุณไม่มีเวลา ดูฟุตบอลในสนามทุกสัปดาห์ได้หรอก”

“คนชนชั้นแรงงานเอง ก็ต้องการพื้นที่ปลดปล่อย มีคำอธิบายทางวิชาการอยู่ว่า ถ้าคุณปล่อยให้แรงงานทำงานไม่ได้พัก สุดท้ายแรงงานจะหมดกำลังที่จะทำงาน ผลเสียจะย้อนกลับมาที่ระบบอุตสาหกรรม ดังนั้นแรงงานจำเป็นต้องมีเวลาพักสุดสัปดาห์ เมื่อวันจันทร์มาถึง พวกเขาจะได้มีแรงทำงานอีกครั้ง” อาจินต์ ทองอยู่คง อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในผู้เขียนหนังสือ ฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก : ผู้หญิง อำนาจ วัฒนธรรมแฟน และชนชั้นใหม่ ว่าถึงฟุตบอลในหลากหลายประเทศ และแน่นอนว่าบราซิลก็ถือเป็นหนึ่งในนั้น 

ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่าการที่ มาริวัลโด ได้ซึมซับกับการเชียร์ สปอร์ต เรซิเฟ มาตั้งแต่เด็ก โดยมีคุณพ่อพาขึ้นรถทัวร์ไปเชียร์ถึงสนามนั้นมันมีค่ากับเขามาก  ยิ่งกว่าผลแพ้ชนะคือความทรงจำตลอดช่วงเวลาหลายปี จากเด็กสู่วัยรุ่น จากวัยรุ่นสู่วัยทำงาน จากวัยทำงานสู่วัยกลางคน ชีวิตของเขาผูกติดกับ สปอร์ต เรซิเฟ เสมอมา

4

“ความรักต่อสโมสร สปอร์ต เรซิเฟ ผมได้มาจากพ่อเต็ม ๆ ที่บ้านของเราตกแต่งทุกอย่างด้วยสีแดงดำ (สีประจำสโมสร) ไม่ว่าจะเป็นผนัง, เก้าอี้, ตู้เย็น และ โซฟา” มาริวัลโด เล่าถึงความอินของครอบครัวเขา ที่เป็นแฟนคลับของเรซิเฟ ทั้งบ้าน 

ความทรงจำเหล่านี้ย้อนกลับมาเตือนเขาในวันที่ชีวิตย่ำแย่ว่าที่นั่นคือที่ของเขา แฟนบอลที่สนาม แม้ไม่ได้เกิดมาจากท้องเดียวกันแต่ก็เป็นเหมือนกับพี่น้อง ดังนั้นการอยู่บ้านสู้รบกับความเศร้าไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้น เขาจึงลองก้าวออกไปที่สังเวียนเหย้าที่ชื่อว่า อิลญา โอ เรติโร (Ilha do Retiro) อีกครั้ง แม้หนนี้จะไม่มีพ่อของเขาที่ล่วงลับไปแล้วนำพา หรือตัวเขาเองจะมีเงินแค่พอหากินยาไส้ไปวัน ๆ จนไม่มีเงินซื้อตั๋วนั่งรถทัวร์ข้ามเมืองไปก็ตาม 

“มันยากหน่อยที่จะได้เชียร์ฟุตบอลอย่างต่อเนื่อง (ช่วงตกงาน) ที่ปอมโบสบ้านผมอยู่ไกลกับสนามมาก และแน่นอนว่าผมไม่มีเงินมากพอที่จะเอามาอุดค่าใช้จ่ายตรงนั้นได้ จนกระทั่งวันหนึ่งทุกอย่างมาตกผลึกทางความคิด ผมเริ่มบอกตัวเองว่าอย่าได้อ้างอีกเลย เพราะพระเจ้ามอบขาทั้ง 2 ข้างมาให้แล้ว และท่านยังทำให้ผมเป็นคนที่บ้าฟุตบอลด้วย แล้วแบบนี้ทำไมจะกลับไปที่สนามไม่ได้”

“ผมทบทวนทุกสิ่งและบอกตัวเองว่า จากนี้ผมจะไม่พลาดเกมของ สปอร์ต เรซิเฟ เลยแม้แต่เกมเดียว ความคิดนั้นเกิดขึ้นตอนปี 2017 และจากนั้นผมไม่เคยพลาดสักเกมอย่างที่ตัวเองได้ตั้งใจไว้” 

5

มันฟังดูโลกสวยจริง ๆ สำหรับคนที่เงินมีแค่พอยาไส้ แต่กลับเอามันไปใช้ดูฟุตบอล ทว่าทุกคนล้วนมีความคิดและมีสิ่งที่ตอบสนองความรู้สึกภายในไม่เหมือนกัน สำหรับหลายคน มาริวัลโด คงบ้าไปแล้วที่ทุ่มสุดตัวกับฟุตบอลทั้ง ๆ ที่ยังเอาตัวไม่รอด ยิ่งหากมองตามบรรทัดฐานของคนอายุ 47 ปี ที่ชีวิตไม่ได้มีการวางแผน ไม่มีเงินในบัญชี ไม่มีครอบครัวของตัวเอง ไม่มีหน้าที่การงาน ยิ่งทำให้เขาโดนมองว่าเป็นพวกไม่เอาไหน 

แต่สำหรับเขา นั่นคือทางเดียวที่พอจะทำให้ชีวิตของเขามีค่า และทำให้เขามีแรงจะสู้ชีวิตบนโลกนี้อีกครั้งเหมือนที่เคยเป็น 

“ชินแล้วครับ หลายคนเรียกว่าผมเป็นผีบ้า บางคนก็บอกว่าผมมันโคตรโง่ แต่ผมไม่สนหรอกนะ เพราะเมื่อผมได้ทำมันลงไป มันทำให้ผมมีความรู้สึกที่ดีกว่าเดิม ผมมีความสุข การได้เข้าไปนั่งดูเกมในสนามของ สปอร์ต เรซิเฟ คือความสุขที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตของตัวเองดีขึ้น ใครจะตัดสินผมยังไงผมไม่รู้ และไม่ว่าพวกเขาด้วย ทุกคนมีมุมมองความคิดผ่านโลกของตัวเองเสมอ แต่ผมรู้แล้วว่า สเปอร์ต เรซิเฟ คือโลกของผม นี่คือสิ่งที่ชีวิตผมขาดไม่ได้เลย”

รองเท้าผ้าใบกับใจถึงๆ

เส้นทางของ มาริวัลโด ยามไปสนามเหย้านั้นอย่างที่กล่าวไปข้างต้นคือ 60 กิโลเมตร เขาไม่มีเงินและเขาจะต้องเดินไปล้วน ๆ 100% โดยต้องผ่านเมืองอีก 3 เมือง แวะพักตามรายทาง เพื่อไปให้ถึงสนามก่อนวันแข่ง ซึ่งโดยปกติแล้วเขาจะใช้เวลาสำหรับการเดินทางประมาณ 1 วันเต็ม ๆ 

6

เขาจะเริ่มเดินทางในช่วงเย็น ๆ ก่อนวันที่มีบอลแข่ง โดยจะเดินไปแบบไม่รีบไม่ร้อนแต่รักษาเวลาไม่ให้หยุดพักมากเกินไป ช่วงเวลาที่เขาจะพักมีเพียงการหยุดเข้าห้องน้ำเท่านั้น โดยระยะเวลาเฉลี่ยของเขาอยู่ที่ 3.3 กิโลเมตร ต่อ ชั่วโมง ดังนั้นถ้าจะใช้เวลาเดินให้ครบ 60 กิโลเมตร เขาจะใช้เวลาราว 12 ชั่วโมงเลยทีเดียว … ด้วยรองเท้าผ้าใบเก่า ๆ พื้นบางเฉียบ ไม่มีแผ่นลดแรงกระแทกใด ๆ ทั้งสิ้น 

อุปกรณ์ประทังชีวิตของเขาคือน้ำขวดลิตร 1 ขวด กับขนมบิสกิตเท่านั้น ด้วยเหตุผลที่ต้องรักษาเวลาบวกกับเงินที่ก็ไม่ค่อยจะมีอยู่แล้ว มาริวัลโด จึงเน้นการเดินไปกินไป ทุก ๆ 10 กิโลเมตรที่เดินครบ เขาจะหาแวะปั๊มน้ำมันหรือบ้านคนแถวนั้นเพื่อขอเติมน้ำใส่ขวด กว่าจะถึงที่หมายก็เป็นช่วงเวลาก่อนเกมจะเริ่มพอดี 

“ผมก็เดินของผมไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยจะหยุดหรอก ผมไม่หยุดกินด้วยซ้ำ สิ่งที่ผมพกติดไปมีขนมบิสกิต 2 ซองแล้วก็น้ำขวดลิตร 1 ขวด บางครั้งก็มีคนขับรถผ่านเอาของกินมาให้บ้าง” มาริวัลโด กล่าว

7

เขาทำแบบนี้มาหลายปี และทุกครั้งที่เดินเขาจะใส่เสื้อแข่งของ เรซิเฟ เสมอ บางครั้งแฟนบอลจะมอบน้ำใจให้กับเขาบ้างซึ่งเขาก็จะรับไว้ แต่ถ้ามีใครชวนให้เขาขึ้นรถไปที่สนามด้วยกัน เขาจะขอบใจแต่ไม่ขอรับน้ำใจนั้น เพราะเขาตั้งใจว่าเขาต้องช่วยตัวเองให้ได้มากที่สุด และการเดินในระยะไกล ๆ ก็ช่วยให้เขาได้คิดอะไรไปเพลิน ๆ มีสมาธิกับตัวเองเหมือนที่ไม่เคยมีมาก่อน เหนือสิ่งอื่นใด คือ มันเป็นการแสดงความรักที่เขามีต่อทีมในแบบของตัวเองอีกด้วย 

แน่นอนว่า เมื่อ มาริวัลโด เดินมาจนถึงหน้าสนามแล้ว เขาไม่เคยวางแผนเรื่องตั๋วเข้าชมเกม เพราะเขาไม่มีเงินซื้อตั๋ว เพียงแต่ว่าการทำเช่นนี้ซ้ำ ๆ และการเล่ากันปากต่อปากว่าคน ๆ นี้ คือ ชายที่เดินเท้า 60 กิโลเมตรมาเพื่อเชียร์ทีม สปอร์ต เรซิเฟ ก็ทำให้มีแฟนบอลของทีมหลายคนเลี้ยงดูปูเสื่อเขา โดยเฉพาะเรื่องตั๋วเข้าชมนั้น มาริวัลโด พูดว่าเขาไม่เคยพลาดเลยแม้แต่เกมเดียว  

เรื่องราวของเขาถูกบอกเล่าต่อไปทำให้เขากลายเป็นคนดังจนทางสโมสร สปอร์ต เรซิเฟ ต้องมอบตั๋วเข้าชมเกมฟรี ๆ ให้กับเขาทุกนัด เพื่อตอบแทนความรักที่เขามี เรียกได้ว่าที่สุดแล้วการแสดงออกของเขาก็ถูกมองเห็นจนได้ และนั่นทำให้เขามาที่นี่ทุกเกม เพราะมันไม่ใช่แค่สนามฟุตบอล แต่มันคือบ้าน และครอบครัวของเขาอยู่ที่นี่ … เขาคิดเช่นนั้น

8
9
“แฟนบอลที่นี่คือครอบครัวของผม ผมอาจจะบอกคุณว่าผมอาศัยหลับนอนที่บ้านของแม่ แต่บ้านของผมที่แท้จริงคือที่นี่ ที่สนาม Ilha do Retiro เมื่อผมมาถึงสนามนี้ทุกสิ่งเปลี่ยนไป ที่นี่เป็นเหมือนโลกแห่งความฝันที่ผมไม่เคยคิดว่ามันจะมีอยู่จริง นานมาแล้วผมเคยคิดว่าที่นี่เป็นแค่สนามฟุตบอล แต่ทุกวันนี้ผมมองมันใหม่ ผมคิดว่ามันคือโลกอีกใบของผมเลย”
มาริวัลโด กล่าว

แฟนฟุตบอลอันดับ 1 ของโลก

ไม่ใช่แค่แฟนๆของ เรซิเฟ เท่านั้นที่รักและสนับสนุนในสิ่งที่ มาริวัลโด้ ทำ เรื่องราวของเขาถูกสโมสรยื่นต่อ ฟีฟ่า เพื่อเข้าเป็นผู้ท้าชิงรางวัลแฟนบอลยอดเยี่ยมแห่งปี 2020 ซึ่งเป็นรางวัลที่มีแจกตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา

10

เขาถูกเสนอชื่อเข้าชิงร่วมกับ เจมส์ แอนเดอร์สัน แฟนบอลชาวไอริชผู้ใจบุญที่บริจาคเงินหลายล้านปอนด์เพื่อนสนับสนุนฟุตบอลหญิงและฟุตบอลเยาวชน ขณะที่อีกกลุ่มคือแฟนฟุตบอลในลีกโคลอมเบียที่ร่วมกันแจกจ่ายอาหารให้กับผู้ยากไร้ในช่วง COVID-19 

มาริวัลโด ได้รับรางวัลนั้น เขากลายเป็นแฟนฟุตบอลอันดับ 1 ของโลก แม้ผู้ท้าชิงทั้ง 2 คนที่ถูกเสนอชื่อท้าชิงกับเขาจะทำสิ่งดี ๆ และช่วยเหลือผู้อื่น แต่คำว่าแฟนฟุตบอลที่แท้จริงนั้นหมายถึงคนที่มีแพชชั่น มีความรัก และแสดงมันออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรม มาริวัลโด ไม่ต้องใช้เงินสักบาทเพื่อรางวัลนี้ แต่สิ่งที่เขาทำน้อยคนนักที่จะเลียนแบบได้ … และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้เขาคว้ารางวัลแฟนบอลยอดเยี่ยมในปี 2020 มาครองได้สำเร็จ

11

“ผมทำโดยไม่คิดว่าตัวเองจะได้รับรางวัลอะไร แต่รางวัลนี้ยิ่งใหญ่กว่าที่ผมคิดไว้เยอะเลย ซึ่งพูดตามตรง ต่อให้ผมจะไม่ได้รางวัลหรือไม่ได้ท้าชิงผมก็ยังจะเป็นของผมแบบนี้ ไม่มีอะไรมาหยุดการไปสนาม อิลญา โอ เรติโร ได้อยู่ดี … ความสุขหนึ่งเดียวในโลกคือการได้ดูเกมของ สปอร์ต ด้วยตาตัวเอง และมันเป็นเหตุผลเดียวที่ผมมีชีวิตอยู่” มาริวัลโด้ ที่ใส่สูทหล่อเฟี้ยวตอบผ่านวีดีโอ คอนเฟอเรนซ์ โดยผู้ประกาศรางวัลคือ รุด กุลลิท ตำนานนักเตะของทีมชาติเนเธอร์แลนด์ 

“รางวัลนี้เป็นของแฟนบอล เรซิเฟ ทุกคน พวกเขามีส่วนในการเดินทางของผม ทุกคนต้อนรับผมอย่างดีที่สุด และนี่คือความยินดีที่ผมจะขอมอบรางวัลนี้ให้กลับทุกคน”

“แฟนบอลสปอร์ต เรซิเฟ คือแฟนบอลที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกและสำหรับผม สโมสรนี้คือชีวิต และสิ่งที่ผมทำมันก็มาจากจิตวิญญาณโดยไม่มีสิ่งใดที่มาอธิบายได้” 

12

ตอนนี้ มาริวัลโด ถือเป็นแฟนบอลคนดังของทีมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขาเล่าว่าเมื่อมาถึงสนามหลายคนจะขอเขาถ่ายรูป ซึ่งแน่นอนว่าเขายินดีเป็นอย่างมาก รอยยิ้มของเขากว้างกว่าที่เคยเป็นมาในรอบหลายปี และนี่คือชีวิตที่เขาเลือกตัดสินใจเดินทางมาเจอกับมันในระยะทาง 60 กิโลเมตร.. 

ไม่มีข้ออ้างใด ๆ ทั้งนั้นในวันที่ชีวิตมาถึงทางตัน หาสิ่งที่รักให้เจอ เดินหน้าไปหามัน และทำมันด้วยความสุขให้เต็มที่ สุดท้ายสิ่งที่คุณรักจะตอบสนองความพยายามที่คุณมีตามสมควร เหมือนกับ มาริวัลโด ผู้นี้นี่เอง 

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1190881/
ขอขอบคุณ : https://www.sanook.com/sport/1190881/