เพรสซิ่งฟุตบอล : จากฮอกกี้น้ำแข็ง สู่แทคติกลูกหนังสมัยใหม่

ในยุคปัจจุบัน “ติกิ-ตากา” (Tiki Taka) และ “เกเกนเพรสซิ่ง” (Gegenpressing) คือ สองแทคติกฟุตบอลยอดนิยม ที่มักถูกหยิบยกมาพูดถึง และถกเถียงว่าการเล่นรูปแบบใดเจ๋งกว่ากัน

ไม่ว่าคำตอบคืออะไร ? แทคติกทั้ง 2 รูปแบบ ล้วนมีรากฐานมาจากการกดดันคู่แข่ง เพื่อแย่งบอลกลับมาอย่างรวดเร็ว หรือที่รู้จักกันในชื่อของ “เพรสซิ่งฟุตบอล” ที่อยู่กับวงการฟุตบอลมายาวนานกว่า 50 ปี

หลายคนอาจพอรู้ที่มาว่า “เพรสซิ่งฟุตบอล” มีต้นกำเนิดจากปรัชญา “โททัล ฟุตบอล” ของทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ในช่วงต้นยุค 70s แต่ความจริงแล้ว จุดเริ่มต้นของยุทธวิธี เพรสซิ่งฟุตบอล กลับมีรากเหง้ามาจากกีฬาชนิดอื่นอย่าง ฮอกกี้น้ำแข็ง ?

เริ่มต้นจากกีฬาอื่น

ต้นกำเนิดของเพรสซิ่งฟุตบอล เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1934 จากมันสมองของ ทอมมี่ กอร์แมน ผู้จัดการทีมชาวแคนาดา ที่เกิดข้อสงสัยว่า หากทีมของเขาไม่ตั้งรับเกมรุกของคู่ต่อสู้  แต่เลือกทำในสิ่งตรงกันข้าม คือเล่นงานไม่ให้อีกฝ่ายทำเกมบุกได้ตั้งแต่แรก จะเกิดอะไรขึ้น ?

กอร์แมน จึงสร้างแทคติกใหม่ที่สั่งให้กองหน้ากดดันคู่แข่งตั้งแต่แดนหลัง พร้อมกันนั้น กอร์แมนยังสั่งให้ผู้เล่นรายอื่นกระจายตัวทั่วสนาม แทนจะกระจุกตัวอยู่หน้าประตูเหมือนก่อน กอร์แมน ยังย้ำอีกว่า กองหลังต้องเคลื่อนที่ไปเล่นบริเวณแดนกลางของสนาม เพื่อปิดกั้นการจ่ายลูก และการเคลื่อนที่ของฝ่ายตรงข้าม

ทันทีที่ผู้เล่นในทีมของกอร์แมนเรียนรู้แทคติกดังกล่าว พวกเขาส่ายหน้าด้วยความไม่เข้าใจ เพราะแทคติกนี้เต็มไปด้วยความเสี่ยง หากมีผู้เล่นคนไหนทำผิดพลาด หมายความว่า พวกเขาจะถูกลงโทษ ในทางกลับกัน แม้พวกเขาจะสามารถกดดันคู่แข่งได้ตามแผนการ แต่ถ้าคู่แข่งเก่งมากพอ ก็สามารถทำลายการเพรสซิ่ง ผ่านการจ่ายลูกและเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง

Photo : Hockey Hall of Fame

ไม่ว่าผู้เล่นจะคิดอย่างไร กอร์แมนยืนยันว่าเขาจะใช้แทคติกนี้ลงแข่งขัน หลังแพ้ 4 จาก 5 นัดแรก ผู้เล่นในทีมของกอร์แมนเริ่มคุ้นเคยกับการเพรสซิ่ง นับแต่นั้น ไม่มีใครหยุดพวกเขาได้อีกต่อไป กอร์แมนพาต้นสังกัดของเขาคว้าแชมป์สแตนลีย์ คัพ ประจำปี 1934 ซึ่งถือเป็นแชมป์ลีกสมัยแรกของทีม

“พวกเราบดขยี้คู่แข่งจนราบคาบ แทคติกของเราพาทีมชนะการแข่งขัน เพราะแทนจะถอยหลังให้ห่าจากโซนของคู่แข่งขัน ผู้เล่นของเราเข้าประชิดอย่างต่อเนื่อง ต้องยอมรับว่าระบบของทีมทำงานได้ดีกว่าที่คาดไว้” ทอมมี่ กอร์แมน ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว หลังคว้าแชมป์สแตนลีย์ คัพ

สโมสรของกอร์แมน ควรได้รับการจารึกในฐานะผู้บุกเบิกการใช้แทคติกฟุตบอลเพรสซิ่ง … แต่เรื่องราวทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ไม่เกี่ยวข้องกับกีฬาฟุตบอลแม้แต่น้อย

Photo : NHL

แท้จริงแล้ว ทอมมี่ กอร์แมน คือผู้จัดการทีมฮอกกี้น้ำแข็ง และหนึ่งในผู้ก่อตั้งลีก National Hockey League (NHL) ในประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนทีมของกอร์แมนที่พูดถึง คือ ชิคาโก แบล็คฮอว์กส์ ทีมฮอกกี้ต้นตำรับของ NHL ที่สร้างชื่อจากการคว้าแชมป์ลีกในปี 1934 ด้วยรูปแบบการเล่นที่แปลกประหลาด

จากลานน้ำแข็งขนาดเล็กในทวีปอเมริกาเหนือ แทคติกเพรสซิ่งของกอร์แมนที่ชื่อว่า “Forechecking” กลับส่งอิทธิพลสู่กีฬาฟุตบอลในทวีปยุโรปอย่างน่าประหลาด

แม้จะใช้เวลาหลายสิบปีในการพัฒนา แต่ท้ายที่สุด การกดดันคู่แข่งตั้งแต่แดนหน้า และบีบพื้นที่แดนกลางของกีฬาฮอกกี้น้ำแข็ง กลายเป็นรากฐานสำคัญของฟุตบอลเพรสซิ่ง หรือ การกดดันคู่แข่งเพื่อแย่งลูกกลับมาในกีฬาฟุตบอล ซึ่งเป็นรูปแบบการเล่นที่แพร่หลายที่สุดในปัจจุบัน

รากฐาน โททัล ฟุตบอล

เหตุผลที่การเพรสซิ่ง เพื่อแย่งบอลจากคู่แข่งต้องเริ่มต้นในกีฬาฮอกกี้น้ำแข็ง แทนจะเป็นฟุตบอล เนื่องจากข้อจำกัดด้านสภาพร่างกาย ในช่วงเวลานั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่นักฟุตบอลจะวิ่งทั่วสนามหญ้าขนาดใหญ่ได้ตลอด 90 นาที เนื่องจากวิทยาศาสตร์การกีฬายังไม่ก้าวหน้าเหมือนทุกวันนี้

กว่าร่างกายของนักฟุตบอลจะมีความฟิตเพียงพอกับฟุตบอลเพรสซิ่ง เวลาได้ผ่านสู่ช่วงปลายของทศวรรษ 1960s เมื่อ วิคตอร์ มาสลอฟ ผู้จัดการทีม ดินาโม เคียฟ เริ่มคิดค้นแทคติกเพรสซิ่งมาใช้กับลูกทีม ในช่วงปี 1964-1970

Photo : FC Dynamo Kyiv

หลังจากนั้นไม่นาน เพรสซิ่งฟุตบอลถูกพัฒนาขึ้นอีกขั้น โดย เอิร์นสท์ แฮปเปิล เฮดโค้ชชาวออสเตรีย ผู้พา เฟเยนูร์ด ร็อตเธอร์ดัม คว้าแชมป์ยุโรปในปี 1970 ด้วยรูปแบบการเล่นที่สำคัญ 2 อย่าง คือ กับดักล้ำหน้า และ การกดดันคู่ต่อสู้

ความสำเร็จของเฟเยนูร์ด ส่งผลให้เพรสซิ่งฟุตบอลกระจายตัวในเนเธอร์แลนด์ ก่อนจะถูกพัฒนาโดย ไรนุส มิเชลส์ กับสโมสร อาหยักซ์ อัมส์เตอร์ดัม จนเกิดแทคติกฟุตบอลที่สมบูรณ์แบบ ชื่อว่า “โททัล ฟุตบอล”

Photo : Trouw

แน่นอนว่า โททัล ฟุตบอล โดดเด่นในเรื่องความยืดหยุ่นของรูปแบบการเล่น ที่อนุญาตให้นักเตะในสนามสลับตำแหน่งอย่างอิสระ ไม่จำกัดว่าใครคือกองหน้า, กองกลาง หรือ กองหลัง เมื่อบวกกับความสามารถเฉพาะตัวที่เป็นเลิศของนักเตะดัตช์ โททัล ฟุตบอล จึงถือเป็นรูปแบบการเล่นที่สวยงามที่สุดในโลกฟุตบอล

แต่สำหรับผู้สร้างสรรค์อย่าง ไรนุส มิเชลส์ กลับมองว่า พื้นฐานของ โททัล ฟุตบอล มีเพียงข้อเดียว คือการกดดันคูต่อสู้เพื่อแย่งบอลกลับมาให้เร็วที่สุด ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญที่ทำให้แทคติกดังกล่าวสัมฤทธิ์ผล จนพา อาหยักซ์ อัมสเตอร์ดัม คว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ 3 สมัยซ้อน และพาทีมชาติเนเธอร์แลนด์ก้าวสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1974

Photo : Ajax Amsterdam

“ผมอยากให้ผู้คนเลิกใช้คำว่า โททัล ฟุตบอล เพราะนั่นไม่ใช่ความตั้งใจของผม” ไรนุส มิเชลส์ เขียนในหนังสือของตัวเอง

“สำหรับผม ผมอยากเรียกฟุตบอลของตัวเองว่า ‘เพรสซิ่ง ฟุตบอล’ นี่คือสิ่งที่ผมต้องการสร้างให้เกิดขึ้นกับอาหยักซ์ และทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ในปี 1974 มันคือการเล่นพื้นฐานที่ผู้เล่น 10 คน ต้องดันขึ้นสู่แดนหน้าเมื่อไม่ได้ครอบครองบอล”

การกดดันคู่แข่งของ โททัล ฟุตบอล ถูกให้คำจำกัดความเป็นการไล่ล่าบอลด้วยผู้เล่นจำนวนมาก และตั้งแผงเกมรับตั้งแต่เส้นครึ่งสนาม นักเตะในแทคติกโททัล ฟุตบอล จำนวน 2-3 ราย จึงวิ่งไล่บี้ผู้เล่นฝั่งตรงข้ามที่ครอบครองบอล 

Photo : Spielverlagerung.de

ขณะเดียวกัน ผู้เล่นรายอื่นจะประกบคู่แข่งที่ยังว่าง หรือปิดทุกเส้นทางที่มีโอกาสก่อให้เกิดการจ่ายบอล ปิดท้ายด้วยกับดักล้ำหน้าแสนร้ายกาจ เมื่อแนวรับชาวดัตช์ ปักหลังอยู่บริเวณเส้นกลางสนาม

นักประวัติศาสตร์ฟุตบอลหลายคนเห็นตรงกันว่า ไรนุส มิเชลส์ ไม่ใช้ผู้คิดค้นฟุตบอลเพรสซิ่ง และแทบไม่ได้พัฒนาอะไรใหม่ แต่การผสานมันเข้ากับฟุตบอลรูปแบบอื่น ทั้ง การจ่ายบอลที่รวดเร็ว, การเคลื่อนที่อย่างมีวินัย และความยืดหยุ่นของตำแหน่ง โททัล ฟุตบอล จึงกลายเป็นแทคติกที่สมบูรณ์แบบ และยกระดับฟุตบอลเพรสซิ่งไปอีกขั้น

เพรสซิ่งฟุตบอลในปัจจุบัน

เพรสซิ่งฟุตบอล ถูกยกระดับขึ้นอีกครั้งในยุค 80s เมื่อ อาร์ริโก ซาคคี ผู้จัดการทีมระดับตำนานของ เอซี มิลาน เปลี่ยนการกดดันคู่ต่อสู้เพื่อแย่งบอลกลับมาสร้างเกมรุก เป็นการป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ ในรูปแบบที่มีชื่อว่า “Ball-oriented defending” หรือการเล่นเกมรับโดยจงใจเปิดที่ว่างให้ผู้เล่นที่อยู่ห่างจากบอล เพื่อนำผู้เล่นทั้งหมดโจมตีไปยังบริเวณในสนามที่มีผู้เล่นครอบครองบอล

แทคติกของ ซาคคี ทำลายความเชื่อของ ไรนุส มิเชลส์ ที่บอกว่า “คุณต้องมีผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลกเพื่อเล่นเกมเพรสซิ่ง” 

ยอดโค้ชชาวอิตาลีแสดงให้เห็นว่า ระบบทีมสำคัญกว่าความสามารถส่วนบุคคล นักเตะของเอซี มิลาน ไม่สมบูรณ์แบบเหมือนกับอาหยักซ์ แต่พวกเขาประสบความสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ 2 สมัยซ้อน

Photo : Sempre Milan

Ball-oriented defending กลายเป็นพื้นฐานสำคัญของฟุตบอลยุคใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแทคติก “ติกิ-ตากา” ของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา และ “เกเกนเพรสซิ่ง” ของ เยอร์เกน คล็อปป์ สองรูปแบบการเล่นยอดนิยมในปัจจุบัน และพัฒนาเพรสซิ่งฟุตบอลสู่อีกระดับ

สำหรับ ติกิ-ตากา แทคติกอันเป็นเอกลักษณ์ของยอดโค้ชจากแคว้นคาตาลัน กวาร์ดิโอลา ใส่แนวคิดใหม่เกี่ยวกับการกดดันคู่ต่อสู้ คือ การเริ่มต้นไล่บอลตั้งแต่วินาทีแรกที่ทีมของเขาเสียการครอบครอง ภาพที่เห็นจนชินตาคือนักเตะของ บาร์เซโลนา หรือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ วิ่งไล่บอลอย่างบ้าคลั่งในกรอบเขตโทษคู่แข่ง เพื่อป้องกันการสวนกลับในทุกรูปแบบ ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนสำคัญของติกิ-ตากา

การกดดันคู่แข่งในติกิ-ตากา ถูกยกย่องว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผนเกมบุก ไม่ใช่แผนเกมรับ เพราะเมื่อใดก็ตามที่นักเตะของกวาร์ดิโอลา แย่งบอลกลับคืนมา พวกเขาจะพร้อมโจมตีคู่แข่งทันที การเสียบอลในแทคติกนี้จึงไม่เคยเป็นเรื่องเสียหาย เพราะนักเตะทุกคนในทีมจะพร้อมแย่งบอลกลับคืนมาตลอดเวลา

Photo : The Telegraph

ทางกลับกัน การกดดันคู่แข่งตามระบบเกเกนเพรสซิ่ง มีเป้าหมายและวิธีการที่แตกต่างออกไปจากติกิ-ตากา นักเตะ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ หรือ ลิเวอร์พูล ภายใต้การคุมทีมของเยอร์เกน คล็อปป์ จะไม่กดดันคู่ต่อสู้ถึงหน้าบ้าน แต่ล่อลวงให้พวกเขาพาบอลมาถึงตรงกลางสนาม ก่อนเล่นงานด้วยวิธีการที่เรียกว่า “Medium block”

การเพรสซิ่งในแดนกลางของเกเกนเพรสซิ่ง จะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดของแทคติก เมื่อเจอกับผู้เล่นความเร็วสูงและเทคนิคดี ซึ่งสามารถพาบอลออกจากการกดดันหน้าปากประตู แล้วเปลี่ยนเป็นบอลยาวอย่างรวดเร็ว

คล็อปป์ มองเห็นปัญหานี้ซึ่งเป็นจุดอ่อนของติกิ-ตากา เกเกนเพรสซิ่งจึงเปิดโอกาสให้คู่แข่งสวนกลับ แล้วจึงกดดันอย่างดุดันเมื่ออยู่ในพื้นที่กลางสนาม ก่อนแย่งบอลกลับมาอีกครั้ง

Photo : Spielverlagerung.de

ติกิ-ตากา และ เกเกนเพรสซิ่ง จึงเป็นแทคติกที่มีพื้นฐานจากเพรสซิ่งฟุตบอล ก่อนถูกพัฒนากลายเป็นรูปแบบการเล่นที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งทั้งสองรูปแบบพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า นี่คือแทคติกที่มีประสิทธิภาพ และประสบความสำเร็จที่สุดในโลกฟุตบอลปัจจุบัน 

เช่นเดียวกัน ในกีฬาฮอกกี้น้ำแข็ง การเล่นด้วยรูปแบบ Forechecking ยังคงเป็นพื้นฐานในการเล่นเกมรับของกีฬาชนิดนี้เสมอ แต่แทคติกลักษณะนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของรูปแบบการตั้งรับ หรือ Checking ซึ่งมีหลากหลายแบบ แตกต่างจากการเพรสซิ่งที่เป็นรากฐานแทคติกฟุตบอลในปัจจุบัน

การก้าวหน้าของเพรสซิ่งฟุตบอลในแต่ละช่วงเวลา จึงส่งผลต่อการพัฒนาของรูปแบบการเล่นในกีฬาฟุตบอล อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ภายในสิบหรือยี่สิบปีข้างหน้า เราอาจเห็นแทคติกใหม่ที่ต่อยอดจาก ติกิ-ตากา และ เกเกนเพรสซิ่ง และยกระดับเพรสซิ่งฟุตบอลสู่อีกระดับก็เป็นได้

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1189985/
ขอขอบคุณ : https://www.sanook.com/sport/1189985/