บิ๊กแมตช์ที่เอมิเรตส์! 7 ประร้อนก่อนเกมพรีเมียร์ลีก นัดที่ 21

บิ๊กแมตช์ที่เอมิเรตส์! 7 ประร้อนก่อนเกมพรีเมียร์ลีก นัดที่ 21

พรีเมียร์ลีก สัปดาห์นี้ มีหลายคู่ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในคืนวันเสาร์ที่มี บิ๊กแมตช์ ระหว่าง อาร์เซน่อล พบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ส่วน วันอาทิตย์ ก็ยังมี “หงส์แดง” ลงแข่งขัน ความน่าสนใจจะเป็นอย่างไร ไปติดตามกันได้เลย

    “เอฟเวอร์ตัน-นิวคาสเซิล” 

บิ๊กแมตช์ที่เอมิเรตส์! 7 ประร้อนก่อนเกมพรีเมียร์ลีก นัดที่ 21

    เอฟเวอร์ตัน แพ้แค่ครั้งเดียวเท่านั้นจาก 16 เกมหลังสุดที่เล่นในบ้านเจอกับ นิวคาสเซิล (ชนะ10 เสมอ5) โดยครั้งสุดท้ายที่แพ้นั้นเกิดขึ้นเมื่อเดือนกันยายน ปี 2010 ด้วยสกอร์ 0-1

    โดมินิค คัลเวิร์ต-ลูวิน หัวหอกทอฟฟี่เมนทำประตูใส่ “สาลิกาดง” ได้ตลอดในการเจอกัน 4 ครั้งหลัง โดยจดสกอร์ได้ 5 ลูก ซึ่งผู้เล่นคนล่าสุดที่สามารถสอยประตูใส่ นิวคาสเซิล ได้ 5 นัดติดต่อกันคือ เซร์คิโอ อเกวโร่ ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ช่วงระหว่างปี 2013 ถึงปี 2016

    หากฝั่งอาคันตุกะชนะได้ในเกมนี้ ก็จะเป็นการชัยชนะไป-กลับต่อ เอฟเวอร์ตัน ได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2001/02 โดยตอนนั้นมี เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน คุมทัพ (ชนะนอกบ้าน 3-1 และชนะนอกบ้าน 6-2)

    ในเกมที่พ่ายแพ้ต่อ ลีดส์ ยูไนเต็ด 1-2 นิวคาสเซิล มีโอกาสส่องประตู 22 ครั้ง เข้ากรอบไป 5 หน ซึ่งเป็นตัวเลขที่พวกเขาทำได้มากที่สุดในฤดูกาลนี้ และมากกว่าที่พวกเขาทำได้ในการเจอกับ เอฟเวอร์ตัน 3 เกมก่อนหน้านี้รวมกัน (โอกาส 18 ครั้ง เข้ากรอบ 5 ครั้ง)

    “แมนฯซิตี้-เชฟฯ ยูไนเต็ด”

บิ๊กแมตช์ที่เอมิเรตส์! 7 ประร้อนก่อนเกมพรีเมียร์ลีก นัดที่ 21

    แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่แพ้ในบ้านต่อ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด มาแล้ว 11 เกมติดต่อกันจากทุกรายการ (ชนะ 6 เสมอ 5)

    อิลคาย กุนโดกัน จะเป็นแข้งเยอรมันคนแรกที่สามารถทำประตูใน พรีเมียร์ลีก ได้ 4 นัดติดต่อกันทันทีหากเจ้าตัวสามารถยิงได้ในเกมนี้

    หากบุกเอาชนะที่ เอติฮัด สเตเดี้ยมได้ “ทีมดาบคู่” จะเป็นทีมแรกที่สามารถบุกเอาชนะสโมสรจากเมืองแมนเชสเตอร์ บนเวทีลีกสูงสุดได้นับตั้งแต่ที่ ลิเวอร์พูล เคยทำไว้เมื่อซีซั่น 2008/09

    จนถึงตอนนี้ เชฟฯ ยูไนเต็ด เอาชนะคู่แข่งมาได้ 2 จาก 3 เกมหลังสุด ซึ่งก่อนหน้านี้ 20 นัดในลีกไม่ชนะใครได้เลย

    “อาร์เซน่อล-แมนฯ ยูไนเต็ด”

บิ๊กแมตช์ที่เอมิเรตส์! 7 ประร้อนก่อนเกมพรีเมียร์ลีก นัดที่ 21

    อาร์เซน่อล เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ 2 เกมหลังสุดที่เจอกัน โดยชัยชนะเหนือ “ปีศาจแดง” 3 เกมซ้อนครั้งล่าสุดเกิดขึ้นช่วงเดือนกันยายน ปี 1998 ภายใต้การคุมทีมของ อาร์แซน เวนเกอร์

    บูกาโย่ ซาก้า แข้งดาวรุ่งของ “เดอะ กันเนอร์ส” มีส่วนร่วมกับประตูไปแล้ว 7 ประตูในฤดูกาลนี้(5 ประตู, 2 แอสซิสต์) มากกว่าผู้เล่นดาวรุ่งคนอื่นๆ ในทีม ซึ่งดาวรุ่งคนล่าสุดที่มีส่วนร่วมกับประตูใน พรีเมียร์ลีก มากกว่า ซาก้า คือ เชส ฟาเบรกาส เมื่อฤดูกาล 2006/07 (2 ประตู 11 แอสซิสต์)

    แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่แพ้เกมนอกบ้านมาแล้ว 17 นัด ซึ่งเป็นสถิติยาวนามากที่สุดในประวัติศาสตร์ลีกสูงสุด 

    นอกจากนี้ “ปีศาจแดง” ยังไม่เคยบุกไปแพ้ อาร์เซน่อล ในลีกสูงสุด 3 เกมติดต่อกันนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 1991 หลังก่อนหน้านี้แพ้มาแล้ว 2 นัดรวด

    “เชลซี-เบิร์นลี่ย์”

บิ๊กแมตช์ที่เอมิเรตส์! 7 ประร้อนก่อนเกมพรีเมียร์ลีก นัดที่ 21

    ในการเจอกับ เบิร์นลี่ย์ 13 นัด เชลซี แพ้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น (ชนะ 9 เสมอ 3)

    เอดูอาร์ เมนดี้ ผู้รักษาประตูเลือดเฟร้นช์ของ “สิงห์บลูส์” เก็บคลีนชีตได้ถึงครึ่งหนึ่งจากการลงเฝ้าเสา 16 นัดในเวที พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ ซึ่งในบรรดานายด่านทั้งหมดที่ได้ลงเล่นอย่างน้อย 2 เกมในซีซั่นนี้ มีแค่ เอแดร์ซอน จาก แมนฯ ซิตี้ เท่านั้นที่มีอัตราไม่เสียประตูมากกว่าเขา (61%)

    เบิร์นลี่ย์ มองหาชัยชนะเหนือทีมกลุ่มบนของตารางสามเกมซ้อนให้ได้เป็นครั้งแรก หลังก่อนหน้านี้เอาชนะ ลิเวอร์พูล และ แอสตัน วิลล่า มาได้

    6 คะแนนที่ เบิร์นลี่ย์ ได้จากการเจอกับ เชลซี มีถึง 5 คะแนนที่พวกเขาสามารถทำได้จากสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ ซึ่งประกอบไปด้วยชัยชนะ 3-2 ตอนฤดูกาล 2017/18 และเสมออีกสองเกมในซีซั่น 2014/15 และ 2018/19

    “เลสเตอร์-ลีดส์”

บิ๊กแมตช์ที่เอมิเรตส์! 7 ประร้อนก่อนเกมพรีเมียร์ลีก นัดที่ 21

    เลสเตอร์ ซิตี้ ไม่แพ้ใครในลีกมาแล้ว 7 เกมติดต่อกัน(ชนะ 4 เสมอ 3) ซึ่งมีแค่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมเดียวเท่านั้นที่ไม่แพ้ใครมากกว่าพวกเขาตอนนี้ (11 นัด)

    “เดอะ ฟ็อกซ์” เป็นทีมที่ได้ประตูจากลูกจุดโทษมากกว่าใครใน พรีเมียร์ลีก ซีซั่นนี้(8 ลูก) ขณะเดียวกันไม่มีทีมไหนเสียประตูจากลูกจุดโทษมากกว่า ลีดส์ เลย

    “ยูงทอง” เป็นเพียงทีมเดียวที่ยังไม่มีผลเสมอเกมนอกบ้าน โดยชนะได้ 5 นัดและแพ้ 5 นัด และมากกว่าไปนั้น 16 เกมหลังสุดที่พวกเขาไปเยือนในเกมระดับพรีเมียร์ลีก ก็ยังไม่เคยมีผลเสมอเลย ซึ่งครั้งสุดท้ายที่จบด้วยผลเสมอเกมเยือนคือการบุกไปแบ่งแต้มกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-1 ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2004

    6 ประตูของ ราฟินญ่า แข้งแซมบ้าของ ลีดส์ ที่มีส่วนร่วมกับประตู ทั้งหมดเกิดจากเกมที่เล่นนอกบ้าน หลังจากทำได้ 3 ประตู และ 3 แอสซิสต์

    “เวสต์แฮม-ลิเวอร์พูล” 

บิ๊กแมตช์ที่เอมิเรตส์! 7 ประร้อนก่อนเกมพรีเมียร์ลีก นัดที่ 21

    เวสต์แฮม ยูไนเต็ด มองหาชัยชนะใน พรีเมียร์ลีก 5 นัดติดต่อกัน และ 7 เกมติดจากทุกรายการ โดยก่อนหน้านี้มีเพียง 2 ครั้งที่พวกเขาทำได้เท่านั้น คือเมื่อปี 1985 และ ปี 2006

    มิคาอิล อันโตนิโอ คือผู้เล่น “เดอะ แฮมเมอร์ส” ที่ทำประตูใส่ ลิเวอร์พูล ได้มากที่สุดเหนือกว่าใครๆ หลังจากทำได้ 4 ประตูจาก 6 นัด ซึ่งประตูทั้งหมดคือการเจอกับ “หงส์แดง” ในยุคของ เจอร์เก้น คล็อปป์

    หลังจากก่อนหน้านี้เคยแพ้ที่ อัพตัน พาร์ค ใน 3 นัดหลัง แต่การมาเล่นที่ ลอนดอน สเตเดี้ยม ลิเวอร์พูล ไม่แพ้เลย 4 นัด(ชนะ 3 เสมอ1) และถึงตอนนี้ไม่มีสนามไหนที่พวกเขาไม่เคยแแพ้เลยนอกจากที่นี้

    นับตั้งแต่ฤดูกาล 2017/18 โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ใส่ เวสต์แฮม ไปถึง 6 นัดจาก 7 นัดที่เจอกันในเวที พรีเมียร์ลีก โดยทำได้ทั้งหมด 7 ประตู

    “ไบรท์ตัน-สเปอร์ส”

บิ๊กแมตช์ที่เอมิเรตส์! 7 ประร้อนก่อนเกมพรีเมียร์ลีก นัดที่ 21

    ไบรท์ตัน มีสิทธิ์เป็นทีมแรกที่เล่นในเล่นแล้วสามารถเอาชนะทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ ได้ถึง 3 นัดติด

    นอกจากนี้ “เดอะ ซีกัลส์” สามารถเก็บแต้มได้ 4 คะแนนจาก 2 เกมหลังสุด ซึ่งมันเทียบเท่ากับก่อนหน้านี้ที่พวกเขาเก็บได้คะแนนเท่ากันแต่ใช้เกมลงเล่นไปถึง 8 นัด(เสมอ 4 แพ้ 4) และ    ตอนนี้ ขุนพลนกนางนวลก็มองหาการเก็บคลีนชีตในลีก 3 นัดติด เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2018

    จนถึงแมตช์เดย์นี้ สเปอร์ส เป็นทีมที่ทำประตูในช่วง 15 นาทีแรกในลีกมากที่สุดเหนือกว่าทีมไหนๆ อย่างไรก็ตาม ไม่มีทีมใดเช่นกันที่เสียประตูในช่วงเวลาดัวกล่าวน้อยไปกว่า ไบร์ทตัน ที่เสียไปแค่ประตูเดียวเท่านั้น

    สเปอร์ส ตั้งเป้าไม่แพ้ทีมทีมอยู่ในกลุ่ม 4 อันดับล่างของตารางเป็นนัดที่ 13 นัดติดต่อกัน หลังก่อนหน้านี้ชนะ 6 และเสมอ 6

อีกหนึ่งช่องทางในการติดตามข่าวสาร
Add friend ที่ @Siamsport
เพิ่มเพื่อน

Getty Images

[ ไม่อนุญาตให้คัดลอกรูปภาพหรือนำไปเผยแพร่รูปภาพต่อไม่ว่าวิธีใดๆ ถ้าฝ่าฝืนมีความผิดตามกฎหมายที่ระบุไว้สูงสุด ]

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.siamsport.co.th/football/premierleague/view/223810
ขอขอบคุณ : https://www.siamsport.co.th/football/premierleague/view/223810